Sunday, November 29, 2015

ทักษะในการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management Skill)



คุณเคยสังเกตุหรือไม่ครับว่าทำไมคนบางคนถึงดูไม่ค่อยเดือดร้อนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ในขณะที่บางคนก็หัวเสียได้แม้แต่การเปลี่ยนอาหารเช้าจากขนมปังเป็นซีเรียล

สิ่งที่สำคัญคือมุมมองที่คุณมีต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นและระดับของการยอมรับความไม่แน่นอน

มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มนุษย์รู้สึกเครียดกับมันมากที่สุดก็คือ ความไม่แน่นอน แม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ยุ่งยากในชีวิตเช่นการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ ก็สามารถทำเราเครียดได้มากขึ้นจากความไม่แน่นอนนั่นเอง

แต่ก็บ่อยครั้งเช่นเดียวกันครับ ที่ความเครียดไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ แต่เกิดจากคววามรู้สึกที่ว่า 'ฉันจะทำอย่างไรดี' หรือ 'จะรับมืออย่างไรดี' ซึ่งจะหาวิธีแก้ปัญหานั้นจะยากง่ายแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่มีทักษะง่าย ๆ บางอย่างที่คุณสามารถพัฒนาได้ที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือชีวิต


ความเครียด: ภูมิหลังบางประการของมัน

ใน Blog นี้ต่อไปจะมีเรื่องการจัดการความเครียด เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเข้าใจความเครียดและเหตุการณ์ในชีวิตที่สร้างความเครียด ความเครียดอาจทำให้เกิดอาการทางกายภาพรวมทั้งอาการวิงเวียนศีรษะ, ปวดหัว ท้องเสียและนอนไม่หลับซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกแย่ลงและเครียดมากยิ่งขึ้นไปอีก

ในเรื่องของ 'ความรู้สึกด้านลบที่วนไปมาซ้ำ ๆ' นี้เป็นเรื่องธรรมดาในธรรมชาติและถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คุณหยุด! ร่างกายของคุณพยายามที่จะบอกคุณบางอย่างและถ้าคุณไม่ได้ฟังมันคุณอาจพบว่าตัวเองกลายเป็นคนที่ป่วยมากอย่างหนักอย่างแน่นอนครับ

อย่าละเลยหรือไม่สนใจอาการของความเครียดและหวังว่าพวกมันจะหายไปเอง ไม่อย่างแน่นนอนครับ แต่คุณจำเป็นต้องจัดการกับสาเหตุของความเครียดนั้น ๆ อย่างรวดเร็วที่สุด

หากคุณกำลังดิ้นรนอยู่กับความเครียดจนทำให้คุณรู้สึกไม่สบาย คุณควรขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพทันทีครับ

ความเครียดที่ระบุไม่ได้ สามารถที่จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ความเจ็บป่วยทางจิตที่อาจเกิดขึ้นอย่างจริงจังในท้ายที่สุดนั่นเอง

การรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

มีหลักฐานมากมายที่แสดงว่าเราทุกคนผ่านกระบวนการเดียวกัน มากน้อยต่างกันไป เมื่อต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าขั้นตอนบางอย่างอาจใช้เวลาค่อนข้างนานในบางกรณีมากกว่าคนอื่น ๆ

นักวิจัยได้มองไปที่วิธีที่ผู้คนจัดการกับการรับรู้ที่ว่าพวกเขามีความป่วยในระยะท้าย ๆ แล้ว และพัฒนารูปแบบที่เรียกว่าการเปลี่ยนผ่าน ต่อมาจากการศึกษาพบว่าคนตอบสนองในรูปแบบที่คล้ายกับการสูญเสียคนที่รับ รวมถึงยังคล้ายกับการการเปลี่ยนแปลงที่ทำงานเช่นกันครับ


นักวิจัยยังพบอีกว่า ผู้คนจะเริ่มอยู่ในสถานะของการปฏิเสธที่มีระดับค่อนข้างสูงของพลังงานและความเชื่อมั่น แต่ความเชื่อมั่นและการใช้พลังงานนั้นจะจมอยู่ขณะที่พวกเขารู้สึกว่าต้องให้การสนับสนุนและจากนั้นเปลี่ยนกลายเป็นโกรธและเริ่มถามคำถามเช่น 'ทำไมต้องเป็นฉัน?'  จากนั้นพวกเขาก็จะทำการสำรวจดูตัวเองเป็นหลัก และมองหาทางเลือกใหม่จนกว่าจะได้รับการยอมรับ

การจัดการการเปลี่ยนแปลงของตนเอง

มีการสวดมนต์ซึ่งได้รับการสรรค์สร้างโดยผู้ไม่ประสงค์ออกนามเป็นที่เรียกว่าสวดมนต์แบบเซเรนิตี้ บอกว่า:


พระเจ้าประทานความสงบที่จะยอมรับในสิ่งที่ฉันไม่สามารถเปลี่ยน ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนในสิ่งที่ฉันสามารถทำได้และภูมิปัญญาที่จะทราบความแตกต่าง

โฮลด์ Niebuhr (1892-1971)Reinhold Niebuhr (1892–1971).

ถึงแม้มันจะไม่ได้มีอะไรดีมากก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะไม่ทำอะไรกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตคุณ

ยอมรับในสิ่งที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนมันได้

หนึ่งในสิ่งที่ผู้ทีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี คือการยอมรับในสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และกังวลเฉพาะกับสิ่งที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เท่านั้น

มันอาจจะเป็นเรื่องยากมากที่จะปล่อยความกังวลออกไป แต่มันไม่มีประโยชน์ในการที่คุณจะไปใส่ใจกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมมันได้

หากคุณพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วกังวลเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง ให้ถามตัวเองดูว่า:

"ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ?"


ถ้าคำตอบที่ได้คือ 'ไม่' ก็จงหยุดครุ่นคิดถึงเรื่องนั้น  วางมันไว้ก่อน เรื่องบางเรื่องไม่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปคิดถึงมันครับ และเรื่องสำคัญก็คือ หาอะไรอะไรคิดอย่างอื่นที่มีประโยชน์กับเราจะดีกว่า

วางแผนในสิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้


ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาปัญหาและเรื่องที่คุณสามารถควบคุมได้ แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ลองถามตัวเองด้วยสองคำถามนี้ครับ:

จริง ๆ แล้วมีสิ่งใดที่ฉันจะเปลี่ยนความเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น, แล้วถ้าทำได้ มันจะเป็นอย่างไร

จริง ๆ แล้วมีสิ่งใดที่ฉันจะเปลี่ยนผลลัพท์ให้มันดีขึ้นได้, แล้วถ้าทำได้ มันจะเป็นอย่างไร

สิ่งสำคัญที่เป็นความจริง: สิ่งที่คุณควรจะตอบสนองนั้นครวตั้งอยู่บนความจริงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่โลกในอุดมคติ เช่น 'ฉันจะต้องทำสำเร็จในเวลาไม่ถึงปี และเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา'  เป็นต้น

ก่อนที่คุณจะคิดว่าคุณจะเปลี่ยนผลลัพท์ในสิ่งนั้น ๆ ได้อย่างไร มันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่า คุณลองจินตนาการว่าผลลัพท์ที่ได้ควรจะเป็นอย่างไรและสุดท้าย หลังจากนั้นมันมีความเหมือนกับที่คุณคิดไว้มากน้อยแค่ไหนครับ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน


บริษัทคุณเพิ่งจะถูกซื้อกิจการไป และคุณกำลังกังวลถึงเรื่องว่าคุณอาจตกงานได้ หรือคุณอาจจะถูกย้ายให้ไปทำงานที่ไม่น่าสนใจ

มีอะไรที่เป็นไปได้ที่คุณจะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงการควบรวมกิจการไม่ให้เกิดขึ้น ?

คำตอบคือ ไม่เลย! มันเป็นเรื่องของ CEO ของคุณ มันเกินว่าที่คุณจะทำอะไรได้ ดังนั้น หยุดกังวลซะ

มีอะไรที่คุณสามารถทำในสิ่งที่คุณมีอยู่ให้ดีขึ้นได้ ?


ใช่เลยครับ ปัดฝุ่นประวัติการทำงานของคุณ ส่งไปให้ตัวแทนจัดหางานเยี่ยม ๆระบุความสามารถที่โดดเด่นของคุณ แล้วมองหาโอกาสดี ๆ คุณจะมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อมองเห็นที่ทำงานที่คุณสามารถแสดงความสามารถได้ รวมไปถึงอาจจะเป็นที่สนใจมากขึ้นจากที่ทำงานในปัจจุบันทันทีเลยล่ะ เมื่อคุณได้รับข้อเสนองานดี ๆ คุณจะมีทางเลือกที่มากขึ้นครับ

นอกจากนี้คุณยังสามารถคิดถึงโอกาสจะเปิดขึ้นที่คุณควรจะทำเพื่อเป็นแผนสำรอง เช่นโอกาสที่จะตั้งบริษัทของคุณเองหรืออาจจะใช้เวลาในการหยุดการทำงานเพื่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะทำให้คุณรู้สึกในด้านที่เป็นเชิงบวกมากขึ้นและตัวคุณน่าสนใจยิ่งขึ้นจากนายจ้างที่มีศักยภาพ

ภูมิปัญญาที่จะเรียนรู้ถึงความแตกต่าง


นี่เป็นองค์ประกอบสุดท้ายในการจัดการการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีเยี่ยม

เช่นเดียวกับนักคิดเชิงกลยุทธ์ที่ดี ผู้ที่ยอมรับและมีการจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงของจนเองที่ดี เป็นผู้ที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขามีความรวดเร็วในการตัดสินใจในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและจะนำมันไปไว้อีกด้านหนึ่ง พวกเขายังมีประสิทธิภาพในการทำตามขั้นตอนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงและการควบคุมขององค์ประกอบเหล่านั้นว่าพวกเขาสามารถจัดการมันได้ครับ

และในท้ายที่สุด…

องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ต้องจดจำคือ:

เมื่อคุณได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสามารถและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และเลือกสิ่งที่คุณทำกำลังจะทำ จงใช้เวลามันให้เยอะที่สุดครับ

ยอมรับการตัดสินใจและเดินไปข้างหน้า อย่างมาคอยพะวงกับคำว่า 'ถ้า' เพราะมันจะทำลายโอกาสดี ๆ ของคุณ กับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมมันได้ มันไม่สำคัญแม้ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเพราะ 'ฉันมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากเกินกว่าจะจัดการเรื่องพวกนี้ได้ทั้งหมด' ไม่เป็นไรครับ แค่หยุดพัก และยอมรับในภูมิปัญญาของเราเอง

No comments:

Post a Comment