นักวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่าทุกๆคนควรจะได้ฝึกการเขียน ไม่เพียงแค่นักเขียนที่ทำงานเขียนเป็นอาชีพเท่านั้น
คุณอาจจะพูดว่ามันง่ายสำหรับผม เพราะว่าผมนั้นเป็นนักเขียน เหมือนกับนักร้องอาชีพที่บอกคนอื่นๆ ว่า "ฉันเชื่อว่าทุกคนควรจะเรียนการร้องเพลงได้" แต่นอกเหนือจากนี้คือ แท้ที่จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์จะมีมาติดตัวมนุษย์อยู่แล้วล่ะ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้นเช่นการเขียนก็จะยิ่งทำให้เราฉลาดมากขึ้นได้ครับ
ทีนี้เราก็มาดูว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้การฝึกการเขียนทำให้เราเก่งขึ้นได้ครับ
1. การฝึกเขียนนั้นจะช่วยให้เราปัดกวาดเอาความคิดที่ยุ่งเหยิงในหัวเราออกไปได้ ทำให้หัวปลอดโปร่งและคิดอะไรที่ดีๆ ได้
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดที่เราควรจะฝึกการเขียน ในหนังสือที่ชื่อ "Why We Write" ของ Meredith Maran ได้สัมภาษณ์นักเขียนว่าทำไมถึงชอบการเขียน เกือบทุกคนตอบว่า ต้องการตอบสนองความต้องการส่วนตัว แต่ก็มีความสุขมากที่ได้เขียน และเป็นแรงกระตุ้นให้ทำต่อไป การเขียนนั้นจะทำให้เรามีช่วงเวลาที่ทำให้เราได้สะท้อนความรู้สึกและสามารถคิดอะไรได้อย่างหยั่งลึกและละเอียดมากขึ้น
Joan Didion, ผู้เขียน "Play It as It Lays" ได้กล่าวเอาไว้ว่า "ทุกอย่างที่ฉันเขียน เพื่อจะใช้ค้นหาว่า ณ ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่ มองอะไรอยู่ เห็นอะไรอยู่ และความหมายของมันทั้งหมด คืออะไร"
Armistead Maupin, ผู้เขียน "Tales of the City" อธิบายว่า "สิ่งที่ผมเขียน ก็เพื่ออธิบายตัวเองให้ตัวเองให้รู้ มันเป็นการประมวลผลถึงภัยอันตรายที่จะมาสู่ผม แล้วขจัดมันออกไป"
มันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดครับ ที่คน ๆ หนึ่งจะคิดว่าพวกเขาเข้าใจแนวความคิดทั้งหมดจนกว่าจะเขียนมันลงไปและตระหนักได้ว่ามีแนวคิดที่พวกเขาไม่เคยทันได้คิดมาก่อน
การเขียน แท้จริงแล้วเป็นวิธีที่ใช้จัดระเบียบความคิดของเรา มันช่วยให้เราสามารถสะท้อนให้เห็นถึงตัวคนเราและช่วยให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ และเข้าถึงมุมมองใหม่ ๆ คุณจะคิดได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณฝึกเขียนและจะช่วยให้คุณเห็นสิ่งที่ในมุมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
2. การเขียนจะทำให้เรารับรู้ข่าวสารและเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
ไม่เพียงแต่คุณจะสามารถมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ชัดเจนมากขึ้น คุณยังสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นด้วยครับ เมื่อคุณจดสิ่งที่คุณได้รับมาลงไป นี่เป็นการอธิบายได้ว่า ทำไมนักเรียนและผู้ที่เข้าร่วมการประชุมที่ทำการจดเนื้อหาที่ได้เรียนหรือสาระของการประชุมจะสามารถเรียนรู้แล้วเข้าใจเรื่องนั้น ๆ ได้ดีกว่าคนที่ฟังอย่างเดียว
ที่น่าสนใจก็คือ จากการศึกษาของ Pam Mueller และ Daniel Oppenheimer จากมหาวิทยาลัย พรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย พบว่าการที่นักศึกษาจดบันทึกสิ่งที่เรียนลงในกระดาษมีผลการเรียนที่ดีกว่านักศึกษาที่บันทึกการเรียนลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
นักวิจัยพบว่าผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปพิมพ์เกือบทุกอย่างที่พวกเขาได้ยินโดยไม่ได้คิดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังเขียน โดยทั่วก็ ก็มักจะไม่ได้ประมวลผลในสิ่งที่จดบันทึกด้วย ที่แน่ ๆ คือไม่ได้ใส่ในใน Transcript ผลการเรียน เพราะว่าในนั้นไม่ได้บอกว่าคนเรียนมีกระบวนการการเรียนรู้อย่างไร
ในบรรดาคนที่เขียนบันทึกด้วยมือ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่สามารถจดทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจารย์พูดสอนได้หมด ดังนั้นพวกเขาจึงต้องฟังอย่างตั้งใจมากขึ้นเพื่อสรุปบทเรียนเฉพาะจุดที่สำคัญและทำให้ได้เรียนรู้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญครับ สมองของคุณจะมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกระบวนการของการทำความเข้าใจเมื่อคุณเขียนด้วยมือซึ่งหมายความว่า คุณจดจำข้อมูลที่ได้มาดีกว่า
เราอยู่ในยุคดิจิตอลก็จริง ผมไม่สามารถจินตนาการได้ว่าคุณจะไม่ใช้ Notebook ในการเรียนหรือการทำงาน แต่คุณก็ไม่ควรละเลยในการจดบันทึกในรูปแบบของปากกาและกระดาษ แม้จะดูโบราณไปบ้าง แต่เชื่อเถอะครับ มันยังเจ๋งอยู่แน่นอน
3. การเขียนจะช่วยให้เราสามารถจัดการกับความรู้สึกเชิงลบและช่วยเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ของเรา
ในปี 1994 มีการศึกษาโดยStefanie Spera, James Pennebaker และ Eric Buhrfeind ได้ทดลองมอบหมายงานให้กับวิศวกรที่ว่างงาน 63 คนด้วย "การเขียน" เพื่อจะดูผลกระทบที่จะมีต่อระดับความเครียดของพวกเขา
วิศวกรที่เข้าร่วมโครงการถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม:
- กลุ่มแรกที่มีการเขียนแบบควบคุม เขียนเกี่ยวกับแผนการของพวกเขาสำหรับแต่ละวันหรือสิ่งที่ทำในการค้นหางานของพวกเขา
- กลุ่มควบคุมที่สอง ไม่ให้เขียนอะไรเลย
- กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มสำหรับทดลอง ทำการเขียนที่แสดงออกถึงความคิดที่ลึกที่สุดของพวกเขาและประสบการณ์อันเจ็บปวด)
วิศวกรในกลุ่มการทดลอง "การเขียนที่แสดงออกถึงความคิด" ทำการเขียนเป็นเวลา 20 นาทีทุกวัน อธิบายความรู้สึกของการสูญเสีย การถูกปฏิเสธ ความเครียดทางการเงินและอื่น ๆ ในการค้นหางาน สามเดือนต่อมา " 5 คนในกลุ่มทดลองกลุ่ม 3 หางานทำได้สำเน็จ กลุ่มแรกไม่มีใครได้งานและ สองคนจากกลุ่มสองที่ไม้่ได้เขียนอะไรได้งาน" ผู้ทำศึกษาการทดลองนี้กล่าว
หลังจากนั้น 8 เดือนต่อมาพบว่า มีเพียงแค่ 24% เท่านั้นของกลุ่มแรกที่ได้งานทำ 14 % ของกลุ่มที่สองที่ไม่ได้เขียนอะไรเลยได้งานทำ ส่วนกลุ่มที่สามที่เขียนการแสดงออกด้านความรู้สึกได้งานทำถึง 54 % ดังนั้นจึงพอสามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า:
"การเขียนเกี่ยวกับความคิดและความรู้สึกการสูญเสียงานอาจช่วยให้ปลดปล่อยให้คนทำงานได้ผ่านความรู้สึกด้านลบและได้รับมุมมองใหม่ ๆ สำหรับคนที่รับแต่อารมณ์ด้านลบแต่ไม่ได้ขจัดออกไปจะเป็นแรงผลักดันด้านที่ไม่ดีออกมาและมีผลต่อการทำงานในที่สุด"
หรืออีกนับหนึ่ง ผนักวิจัยได้พบว่าการระงับความรู้สึกด้านลบเป็นภาระที่หนักหน่วง และการเขียนระบายออกไป มันจะช่วยบรรเทาไปได้เป็นอย่างดีเลยครับ การเขียนออกไปจะช่วยพัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆไปได้ด้วยดี
ส่งท้าย
ผลประโยชน์ทางด้านจิตวิทยาของการเขียน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปากกาและกระดาษ) เป็นเหมือนสิ่งที่มีประโยชน์อย่างค่อยเป็นค่อยไปคล้ายกำลังกาย ณไม่ได้มักจะเห็นผลในทันที แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อมีการเขียนความคิดจะตกผลึก มีการตรวจสอบอารมณ์และตั้งคำถามกับตัวเอง (ไม่ใช่แค่กลบเกลื่อนอารมณ์ของตัวเอง) และสามารถเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้
สุดท้าย ก็เหมือนการออกกำลังนั่นล่ะครับ แม้จะรู้ว่าการเขียนมีประโยชน์กับชีวิตและการทำงานของคุณแค่ไหน แต่คนส่วนใหญ่ ก็มักไม่คิดจะทำ ในขณะที่คนที่ฝึกการเขียน พูด และคิดบ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่ฉลาดมากขึ้นครับ

No comments:
Post a Comment